• Large Format Cameras / View Cameras

    หลายคนได้ถามถึงการถ่ายภาพด้วยกล้องถ่ายภาพขนาดใหญ่ เผอิญผมมีบทความที่เขียนลงในวารสารของชมรมภาพถ่ายขาวดำ และอยู่บน web เก่า ของชมรมฯ ที่โพ๊สขึ้นไปเมื่อปี 2001 คิดว่าน่ายังอยู่ ถ้าใครสามารถเข้าไปได้...เห็นว่าอาจจะพอตอบคำถามได้บ้างก็เลยนำมาให้อ่านกัน...เพื่อที่จะให้เหมือนเดิมทุกอย่าง ผมจึงไม่ได้แก้ไขอะไรจากบทความเดิมเลย อาจจะมีอะไรที่คลุมเคลืออยู่บ้าง ถามได้นะครับ


    เมื่อสองปีที่แล้วผมได้รวบรวมเขียนขึ้นมาใหม่สำหรับการอบรมการใช้กล้องถ่ายภาพขนาดใหญ่ ที่คณะวิจิตรศิลป์ มหาิทยาลัยเชียงใหม่ ในบทความนั้นจะมีภาพของชิ้นส่วนต่างๆ รวมถึงผลที่ได้รับจากแต่ละ movement ซึ่งจะนำมาให้อ่านกันคราวหน้า


    Large Format Cameras / View Cameras


    บทความเรื่องเส้นทางสู่โลกของขาวดำ ตอนที่ 6 นี้ ขออนุญาตเปลี่ยนให้เป็นไปตาม กระแสหน่อยเถอะนะครับ เพราะตอนนี้เห็นว่าหลายๆคนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มอยู่กันกับ กล้องถ่ายภาพขนาดใหญ่ (4 X 5 นิ้ว) และเผอิญผมพอจะมีข้อมูลที่สะสมมาค้างอยู่ในหัวบ้างพอสมควร ก็เลยรีบเขียนมาให้ก่อนที่มันจะ fade ไปตามกาลเวลา และเพื่อที่จะให้ลงได้ทันวันจันทร์ คือวันนี้ จึงไม่ได้มีโอกาศที่จะทำการตรวจทานเป็นรอบที่สองครับ เพราะมีธุระที่จะต้องเข้าไปทำในเมือง หากจะวกวนไปนิด หรือผิดพลาดไปหน่อย หรือว่าคลุมเครืออย่างไร ติติงกันมาได้ และแจ้งให้ทราบด้วย แล้วผมจะกลับมาแก้ไขในส่วนที่ผิด หรือที่ไม่กระจ่างให้ แล้วก็คงจะให้อภัยกันด้วย...ขอบคุณมากครับ


    ผมว่ามันเป็นเรื่องที่แปลกปลาดและมหัศจรรย์เอามากๆเลยละครับ ที่จู่ๆก็มีหลายต่อ หลายคนเริ่มให้ความสนใจกับกล้องถ่ายภาพที่มีความใหญ่เทอะทะ อย่างกล้องประเภท Large Format หรือกล้องถ่ายภาพขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า View Camera ซึ่งทั้งหนักและ ยากต่อการที่จะยกไปไหนมาไหน จะย้ายตำแหน่งกันทีละก็แสนจะหนักและลำบาก ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงความยากในการใช้อีกต่างหาก...ทั้งๆที่ยุคนี้ สมัยนี้ กล้องดิจิตัล ครองเมืองอยู่ พกพาไปไหนมาไหนได้สดวก ใส่กระเป๋าเส้ือก็ได้อย่างเช่น Point and Shoot หรือ แม้กระทั่ง Compact 35 มม. ถึงแม้จะใหญ่ขนาด DSLR หรือกล้องที่ใช้ฟิล์ม 35 มม. SLR หรือแม้แต่ 120 ก็เถอะ มันก็ยังไม่ยุ่งยากในการที่จะพกพาไปไหนต่อไหน ทำไมคนกลุ่มนี้ถึงได้ กระวนกระวาย คันไม้คันมืออยากไปเล่นลองกล้องใหญ่กันซะล่ะ?


    Large Format Cameras หรือที่รู้จักกันในชื่อ View Cameras ในอดีตจะทำด้วยไม้แต่ ในปัจจุบันกล้องส่วนใหญ่ทั่วไปแล้วจะเป็นอลูมินั่มและเป็น Modular Monorail ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานในสตูดิโอมากกว่า หากว่าจะนำไปใช้นอกสถานที่อย่างในการถ่ายภาพสถาปัตยกรรม ก็จะต้องใส่กล่องขนาดใหญ่ออกไป รวมถึงขาตั้งขนาดใหญ่และสัมภาระต่างๆที่จะต้องนำออกไปด้วยครับ


    เนื่องจากกล้องไม่ได้รับการออกแบบมาให้ใช้สมบุกสมบันนอกสถานที่อย่างเช่นในการเดินป่า หรือในการทำงานนอกสถานที่ ที่จะต้องมีการเคลื่อนไหวและโยกย้ายกันบ่อยนัก เพราะขนาดและน้ำหนักของตัวกล้องเองที่ยังไม่ได้รวมขาตั้งและส่วนประกอบอื่นๆของกล้องที่ทั้งใหญ่ และหนัก ตัวกล้องจำเป็นที่จะต้องใช้ตั้งทำงานบนขาตั้ง ไม่ว่าจะเป็น สามขา tripod ขนาดใหญ่ หรือว่าขาตั้งเดี่ยว ขนาดใหญ่ที่มีล้อ mono stand ในการทำงานแต่ละครั้ง


    ผมจะขอพูดคุยแค่ขนาดของกล้องที่ผมได้เคยใช้และที่ยังมีการทำงาน กันอยู่จริงๆครับ ส่วนขนาดที่ใหญ่กว่าที่จะพูดถึงก็มี แต่ก็ไม่เคยได้ใช้หรือเห็นว่ามีการนำมาใช้งานนานมากแล้ว และก็คงจะไม่ได้ทำให้เราขาดอะไรไปซะด้วยหากไม่พูดถึง


    View Cameras ที่เป็นที่นิยมจะเริ่มต้นที่ขนาด 4X5 นิ้ว ครับ ตามด้วยขนาด 5X7 นิ้ว ขนาด 8X10 นิ้ว และ 11X14 นิ้ว...ขนาดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือขนาด 4X5 นิ้ว ครับ เนื่องจากไม่ใหญ่จนเกินไป มีให้เลือกมากมายหลายยี่ห้อ ปริมาณ คุณภาพ และ แบบของกล้องก็มีให้เลือกมากกว่าขนาดอื่นๆ นอกจากนั้นอุปกรณ์ของขนาด 4x5 นิ้ว ก็ ไม่แพงจนเกินไป และที่สำคัญที่สุดคือขนาดของฟิล์มก็พอเหมาะกับขนาดของกระดาษที่ จะใช้ทำการอัด-ขยายโดยที่ไม่ต้อง crop ส่วนของภาพออกไป ทั้งยังเป็นขนาดที่ยังจะ พอที่จะหาเครื่องอัด-ขยายได้ไม่ยากนัก ขนาดที่ใหญ่กว่านี้ทุกอย่างจะหายากเต็มทีและ หากว่ามีราคาก็จะสูงมาก แต่ก็ยังพอจะเห็นผู้ใช้กล้อง ขนาด 8X10 นิ้ว และ 11X14 นิ้ว อยู่บ้าง...ไม่มากเลยครับ แต่เครื่องอัด-ขยายนั้นแทบจะไม่ต้องพูดถึงกันเลย เท่าที่ทราบ เป็นส่วนตัว (ไม่ได้ไปสำรวจมาจากไหน เพราะฉนั้นอาจจะมีมากกว่าที่เอ่ยมาก็ได้) ใน เมืองไทยมีเครื่องอัด 8X10 นิ้ว อยู่ 3 เครื่อง แต่สำหรับ 11X14 นิ้ว นั้นแล้ว จะทำ contact print แทนการอัด-ขยาย


    กล้องขนาดที่ไม่เป็นที่นิยมที่สุดคือขนาด 5X7 นิ้ว ครับ เพราะขนาดของฟิล์มไม่เหมาะ กับขนาดของกระดาษ...ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่นิยมในการใช้ถ่ายภาพวิว ทิวทัศน์ และภาพ สถาปัตยกรรม เนื่องจากสัดส่วนของกล้องที่เหมาะกับสัดส่วนของสิ่งก่อสร้างและ ความกว้างของวิว แต่ก็เป็นการสูญเสียในส่วนของกระดาษเมื่อนำภาพมาอัด-ขยาย ความนิยมจึงเสื่อมลง เพราะว่ากล้องขนาด 8X10 นิ้ว หรือ 4X5 นิ้ว ก็สามารถที่จะ crop ในการถ่ายให้ได้สัดส่วนของ 5X7 นิ้ว ได้


    อ่านมาถึงตรงนี้ก็คงจะพอทราบกันแล้วว่า View Cameras ขนาดที่เล็กที่สุดก็คือขนาด 4x5 นิ้ว...เล็กหน่อย แต่ก็ยังหนักและยากเกินไปที่จะนำออกไปใช้นอกสถานที่ครับ...จะไปถ่ายภาพนอกสถานที่กันทีละก้อแบกน้ำหนักกันคราวละ 30 กิโลกรัม เป็นอย่างน้อย นี่ยังเบาะๆสำหรับน้ำหนักของกล้องและขาตั้งของกล้องขนาด 4X5 นิ้วนะ ทั้งนี้ยังไม่ได้ คิดถึงสัมภาระต่างๆอีกต่างหาก


    ตั้งแต่ในอดีตผู้ผลิตหลายรายได้หาวิธีที่จะทำให้กล้องมีขนาดเล็กลง และเบาขึ้น ใน ลักษณะของ 4x5 Press Cameras ที่สามารถถ่ายได้โดยไม่ต้องใช้ขาตั้ง เพื่อใช้ใน การถ่ายภาพข่าว ใช้ระบบ Rangefinder แทน Ground Glass เพื่อให้มองเห็นง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมเสียคุณภาพและสมรรถภาพอื่นๆไป เช่น Movements ก็มีน้อยลงและทำงานได้ไม่สดวก เลนส์ก็ไม่กว้างพอที่จะสามารถครอบคลุมบริเวณของฟิล์มได้หมด Press Camera ก็เริ่มเสื่อมความนิยมไป แต่ผู้ที่หลงไหลในความใหญ่ก็ยังโชคดีหน่อยครับที่ยังมีผู้ผลิตกล้องขนาด 4x5 นิ้ว ประเภทพกพาใส่เป้ได้อยู่อีกหลายราย อาศัยหลักการเดียวกันกับ Press Cameras คือทำให้เล็ก ให้เบา แต่อิงไปทาง View Cameras มากขึ้น คือต้องการให้มีคุณภาพสูงเท่าที่จะเป็นไปได้ในขนาดของมัน แล้วเรียกกันว่า Field Cameras


    ผู้ที่สนใจในการใช้กล้องถ่ายภาพขนาดใหญ่ที่จะนำไปใช้ในการถ่ายภาคสนามเป็นหลัก ควรจะมองกล้องประเภท Field Cameras สามารถพับเป็นกล่องเล็กๆหิ้วไปไหน มาไหนได้สดวกและไม่หนัก ไม่ต้องใช้ ขาตั้ง ปรกติแล้วจะเป็นกล้องที่เป็นโลหะ หรือไม้ผสมอลูมินั่ม มีฐานอยู่บนฝากล่อง มีรางสำหรับเลื่อนเข้า-ออก...ยี่ห้อที่มีอยู่ในตลาดคือ Calumet, Deardorff, Osaka, Tachihara, Toko, Wisner, Wista และ Zone VI เป็นต้น แต่ก็ยังมีข้อด้อยกว่า View Cameras อยู่มากทั้ง ในเรื่องของ Movements ที่จำกัด, การยืด-หดของ Bellows หลายยี่ห้อไม่ได้ใช้ระบบ Modular Designs ในเรื่องของการเปลี่ยน Bellows และในเรื่องของ Ground Glass ที่มองไม่เห็นดีเท่า View Cameras เป็นต้น แม้กล้องประเภทนี้จะให้ความ สดวก สบาย แต่ในเรื่องของการปรับ การ Control กล้อง จะสู้ประเภท View Cameras ไม่ได้ แต่เอาเถอะ ได้อย่าง ก็เสียอย่าง แลกๆกันไป


    หลังจากได้กล้องแล้ว เลนส์ที่ควรจะมีอย่างน้อยที่สุดคือ 210 mm. Short Telephoto Lens, 150 mm. Normal Lens และ 90 mm. Wide Angle Lens ซึ่งนับว่าเป็นเลนส์ ที่มีระยะควบคุมการถ่ายได้ดีพอประมาณ ถ้ามีสตางค์ 360 mm.,และ 500 mm. Telephoto Lenses ก็น่าสนใจสำหรับผู้ที่ชอบถ่ายภาพนอกสถานที่ครับ เลนส์แต่ละตัว ควรจะติดใส่ Lens Board ให้เรียบร้อย หากมี Cable Release ของแต่ละชิ้นก็จะดี ควรมี Lens Hood ด้วยครับ เมื่อมีเลนส์แล้วก็จะต้องมี Film Holders ครับ มีซัก 12 ชิ้นก็จะดี จะสามารถถ่ายได้ 24 ภาพ ผมก็มีอยู่12 ชิ้น ที่ผมใช้อยู่เป็นของ Riteway แต่ก็จะพกถุงมืดและฟิล์มที่ยังไม่ได้โหลดติดไปด้วยเสมอ เผื่อไม่พอ...Anti-static Brush และลมกระป๋องจะมีประโยชน์มากในการขจัดฝุ่นใน Film Holders ครับ...อ๊ะๆ...ขาตั้ง อย่าลืมซะล่ะ มันจะช่วยได้เยอะมาก หาแบบที่แข็งแรงหน่อยนะ ผมใช้ของ Gitzo ครับ หนักมากแต่แข็งแรงและทนทานมากเช่นกัน หนักประมาณ 10 กก. (ผมใช้กล้อง 4X5 นิ้ว เต็มตัว) แต่ที่ดีๆและไม่หนักมากก็มีอีกหลายยี่ห้อ...จากนั้นก็อย่าลืมสิ่งที่สำคัญอีกชิ้นก็แล้วกัน...เครื่องวัดแสงครับ ผมใช้ Minolta One Degree Spot Meter ซึ่งเหมาะในการวัด Highlights และ Shadows ที่สำคัญที่ต้องการ และก็ใช้ Minolta Incident
    Light Meter ควบคู่กันไปในการวัดแสงทั่วๆไป


    หากตกลงเลือกที่จะใช้กล้อง 4X5 นิ้ว กันแล้ว ทีนี้ก็มีคำถามอยู่ว่าจะใช้ของใหม่หรือของมือสองดี ของใหม่ที่ยี่ห้อดีๆ ราคาในบ้านเราก็ค่อนข้างจะสูงมาก มือสองที่สะอาดๆ ราคาก็จะต่ำลงมาหน่อย หรือว่าจะเลือกใช้ของใหม่ที่ยี่ห้อที่ต่ำลงมานิดนึง ราคาอาจจะไม่เป็นที่บาดหมางใจกันนัก...ซึ่งก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีก็ได้...หากเลือกที่จะใช้ของมือสองให้ตรวจดูว่าตัวกล้องและ Bellow มีรูรั่วหรือไม่ และจุดที่เคลื่อนที่ได้ (Movements) เคลื่อนได้สดวกหรือไม่และจะต้องล็อคได้เป็นอย่างดี กล้อง Field Cameras จะต้องมีสายสะพาย ต้องมี Spirit Levels ทั้งที่ Front และ Rear Standards ที่ Ground Glass จะต้องเป็นตาราง Bellows ควรจะยืดได้อย่างน้อย 1 ฟุต เพื่อที่จะให้ใช้้กับเลนส์ต่างระยะได้ หาก Rear Standard ปรับหมุน ตั้ง/นอน ได้ก็จะดี...


    กล้อง View Cameras/Field Cameras ที่เรียกกันนี้ ก็ไม่ได้เป็นอะไรที่นอกเหนือไปจากกล่องมืดทึบกล่องหนึ่งที่มีเลนส์อยู่ด้านหนึ่งและกระจกฝ้าไว้สำหรับโฟกัสและใส่ฟิล์มอยู่อีกด้านหนึ่ง แสงผ่านเข้ามาก็กลับหัวกลับด้าน ยุ่งยากต่อการมองในการปรับโฟกัส เครื่องวัดแสงก็ไม่มี เมื่อปรับเสร็จโฟกัสเรียบร้อยแล้วก็ต้องล็อคทุกอย่างไม่ให้เคลื่อนที่ ตั้งหน้ากล้อง ใส่แผงฟิล์มเข้าไป ดึงที่กั้นแสงของฟิล์มออก กดชัตเตอร์เสียบที่กั้นแสงเข้าไป ดึงตลับฟิล์มออก กลับด้านเสียบเข้าไปใหม่ ฟิล์มก็ถ่ายได้ทีละแผ่นทีละด้าน หากจะถ่ายคร่อมก็ปรับหน้าเลนส์แล้วก็ทำเหมือนเดิม ถ่ายได้อีกภาพเดียว หมดตลับแล้วต้องใช้ตลับใหม่...หากอยากได้ภาพที่ดีที่ไว้ใจได้ก็ต้องอาศัย Polariod Film และ Polariod Film Holder ซึ่งก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นไปอีก โว้ว ... ดิจิตัลดีกว่าเมื่อเห็นว่าไม่ดี ลบออก ถ่ายใหม่ ไม่เสียเวลาหรือค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่มันคงจะแพงกว่าตัวกล้องหลายเท่า


    ย้อนกลับไปที่คำถามเดิมที่ว่าทำไมในเมื่อกล้อง 35 มม. หรือกล้องดิจิตัล ที่เล็กกว่าและมีคล่องตัวกว่าเป็นหลายช่วงตัว มีเลนส์ให้เลือกใช้ได้สารพัด มีฟิล์มให้เลือกใช้ได้ตามใจปราถนา อีกทั้งมีควาแม่นยำทั้งในการโฟกัสและวัดแสง แต่ผู้คนที่บางกลุ่มก็ยังไม่วายที่จะต้องมาทนทุกข์ทรมานกับการใช้กล้องแบบโบราณกันอีก มุดเข้าไปใต้ผ้าดำ หรี่ตาหาโฟกัสกันให้ปวดลูกตากันอีก...มานึกๆดูแล้วกล้อง 35 มม. อาจจะง่ายเกินไปในการใช้สำหรับคนกลุ่มนี้ แล้วยิ่งกล้องดิจิตัลด้วยแล้ว แทบจะไม่ต้องทำอะไรกันเลย หลับตาถ่ายก็ยังได้ภาพ แต่ในส่วนของกล้องขนาดใหญ่แล้วนั้นผู้ถ่ายจะต้องทนทุกข์ทรมาน ให้ความสนใจและความสำคัญในขั้นตอนทุกๆขั้นตั้งแต่การวัดแสง การปรับโฟกัส การ compose ภาพ ต่างๆนาๆ


    ความง่ายและคล่องตัวของกล้อง 35 มม. เหมาะในการถ่ายภาพที่ต้องการความคล่อง ตัว ถ่ายภาพเหตุการณ์ต่างๆ ภาพแฟชั่น ภาพกีฬา ในการบุกป่าไปไกลๆ การใช้ถ่ายนก ที่ต้องใช้เลนส์ยาวๆหรือด้วยเหตุผลอื่นๆ แต่ในเรื่องของการถ่ายภาพประเภทที่ต้องมีการปรับความบิดเบี้ยว ความคลาด การถ่ายภาพ Still Life ที่ต้องการความคมชัด การถ่ายภาพสถาปัตยกรรมที่ต้องการความถูกต้องของเหลี่ยม มุม และการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ที่ต้องการความคมชัดสูง ฯลฯ ไม่มีอะไรมาเทียบ View Cameras ได้แล้วละครับ อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังพก 35 มม. ติดตัวไปด้วยอยู่เสมอเมื่อไปถ่ายนอกสถานที่...แต่ละกล้องมีดีกันคนละอย่าง ให้ความสุขแก่ผู้เสพต่างกันไปในเรื่องของประเภทของการถ่ายภาพ




    คุณๆคงจะพอมองเห็นแล้วว่าการใช้กล้องถ่ายภาพขนาดใหญ่นี้ คุณสามารถที่จะทำให้ชีวิตลำเค็ญได้อย่างง่ายดาย และอาจจะทำให้เลิกถ่าย 35 มม. ไปเลยก็ได้ วันนี้ขอมาบอกคร่าวๆก่อนว่า Large Formats คืออะไร แล้วคราวหน้าจะตามมาบอกถึงชื่อของชิ้นส่วนต่างๆของกล้องว่ามันคืออะไรกันบ้าง หากมีรูปประกอบก็จะนำมาโพ๊สให้ดู จะได้รู้ว่าอะไรคืออะไร หากไม่มีก็จะพยายามหามาให้จนได้ละ


    Large Format...เป็นคำที่ใช้เรียกฟิล์มแผ่นตั้งแต่ขนาด 4x5 นิ้วขึ้นไป และยังเป็นคำที่ใช้เรียกกล้องถ่ายภาพประเภทที่ใช้ฟิล์มแผ่นตั้งแต่ขนาด 4x5 นิ้ว ขึ้นไปอีกด้วย จะใช้คำว่า Large Format Film หรือ Large Format Camera ก็ได้ แต่ไม่นิยมใช้ ดังนั้นเมื่อพูดถึง Large Format จึงเป็นที่รู้กันว่าหมายถึงฟิล์ม และกล้องถ่ายภาพประเภทที่ใช้ฟิล์มแผ่นตั้งแต่ขนาด 4x5 นิ้วขึ้นไป...แต่ก็ยังไม่ถูกต้องนัก คำที่ใช้เรียกฟิล์มตั้งแต่ขนาด 4x5 นิ้วขึ้นไป แท้จริงแล้วเรียกกันว่า Sheet Films เพราะฟิล์มจะเป็นแผ่น และในส่วนของกล้องขนาดใหญ่ จริงๆแล้วก็จะต้องเรียกว่า View camera ครับ มันเป็นคำเฉพาะที่ใช้เรียกกล้องถ่ายภาพประเภทนี้ ซึ่งปรกติแล้วจะใช้กันในสตูดิโอเป็นส่วนใหญ่ ถึงแม้จะเป็นกล้องที่เริ่มมาจากการใช้งานนอกสถานที่มาตั้งแต่เมื่อครั้งแรกเริ่ม


    กล้องประเภทนี้จะมีแผงเลนส์และแผงใส่ฟิล์มต่อเชื่อมกันด้วยกล่องพับยืด ใช้มองภาพและปรับโฟกัสที่แผ่นกระจกด้านหลังของกล้อง เรียกว่า Film Standard หรือ Back Standard แผงใส่กระจกดังกล่าวสามารถปรับได้ทั้งแผง ให้ก้ม-เงย เลื่อนซ้าย-ขวา เลื่อนขึ้น-ลง และปรับให้บิดเอียงซ้าย-ขวาได้ เช่นเดียวกันกับ แผงใส่เลนสด้านหน้า ปรกติแล้วจะใช้ทำงานในสตูดิโอมากกว่าการที่จะนำไปใช้งานภายนอกสถานที่ เพราะขนาดของกล้องใหญ่ ไม่สดวกในการทำงาน เนื่องจากจะทำงานช้าเกินไปและต้องใช้ขาตั้งที่มีขนาดใหญ่และหนัก จึงเรียกกันว่า Studio Camera หรือ View camera


    Field Camera...ได้รับการยอมรับว่าเป็นกล้องถ่ายภาพประเภท View Camera ประเภทหนึ่ง ซึ่งมีความเล็กกระทัดรัดและเบา และสดวกในการพกพา ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกล้องไม้พับได้ มีตั้งแต่ขนาดกลางที่ใช้ฟิล์มม้วน หรือฟิล์มแผ่นขนาด 2 1/4 x 3 1/4 ไปจนถึงขนาดใหญ่ ได้รับการออกแบบและผลิตขึ้นมาให้ตัวกล้องอยู่ในกล่อง ซึ่งตัวกล่องเองก็เป็นส่วนหนึ่งของตัวกล้อง ซึ่งจะมีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าตัวกล้องนัก สามารถพับได้เพื่อที่จะให้นำไปใช้ในภาคสนามได้ง่าย ส่วนที่เป็นด้านหลังของกล้องปรกติจะไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ ด้านหน้าของกล้องเมื่อเปิดออกมาจะเป็นท่อพับ-ยืด ที่สามารถเลื่อนเข้า-ออกได้บนรางที่ติดตั้งไว้บนฝากล้อง บางครั้งเรียกว่า Drop-bed Camera หรือ Baseboard Camera การปรับกล้องจะทำได้น้อยกว่ากล้อง View Camera ธรรมดา


    คำแนะนำเกี่ยวกับการชดเชยแสงสำหรับ Bellow Extension Bellow Compensation : เมื่อเราต้องการถ่ายภาพในระยะประชิด ด้วยกล้องถ่ายภาพขนาดใหญ่ ท่อ (bellow) จะต้องยืดยาวออกไป ซึ่งก็จะทำให้แสงลดลงไปด้วย ยิ่งยาวมากก็จะยิ่งเสียแสงมาก ดังนั้นจึงจะต้องมีการหาค่าชดเชยของแสงให้กับการยืดท่อพับ-ยืด เพื่อที่จะให้เลนส์รับแสงได้ถูกต้อง...หากเรามีเครื่องวัดแสงที่ใช้วัดผ่านเลนส์ก็แล้วไป เราสามารถหาค่าได้ทันที แต่ผู้คนส่วนใหญ่จะไม่มี จึงจะต้องอาศัยการคำนวณเล็กน้อย ความจริงแล้วก็สามารถทำได้หลายวิธีอยู่ แต่วิธีที่ผมใช้ค่อนข้างจะง่าย เนื่องจากตัวเองไม่ชอบการคำนวณ จึงใช้วิธีด้วยการหาค่าจากเลนส์และท่อพับยืด


    เมื่อเราโฟกัสภาพเรียบร้อยแล้วให้คิดถึงเลนส์และท่อพับยืดเป็น f-stops ครับ เช่นหากว่าเราใช้เลนส์ที่มีความยาว 8 นิ้ว ก็ให้คิดว่าเป็น f/8 และหากว่ายืดท่อพับยืดยาวออกไปถึง 16 นิ้ว ก็ให้คิดว่าเป็น f/16 ดังนั้นความต่างของเลนส์และท่อพับยืดคือ 2 stops เมื่อเราวัดแสงตามปรกติได้เท่าไรก็ให้ปรับเพิ่มขึ้นไปอีก 2 stops ซึ่งก็น่าจะได้ผลเป็นที่น่าพอใจครับ


    ผมได้ใช้วิธีนี้มาตั้งแต่ได้รับคำแนะนำมาจาก Guru หญิงของการถ่ายภาพขาวดำ ท่านหนึ่ง ชื่อ Imogen Cunningham ครับ เป็นคุณยายที่น่ารักมาก ทางสถาบันที่ผมเรียนถ่ายภาพอยู่ใน San Francisco ได้จัดทริปให้เราไปเยี่ยมเคารพท่านเมื่อปี 1972 ขณะนั้นท่านอายุได้ประมาณ 80 แล้ว ยังถ่ายรูปอยู่เลยครับ งานหลักของท่านคือถ่ายรูป shapes และ forms ของต้นไม้ แล้วก็ที่ถนัดคือ nude ครับ










    "The View Camera:Operations and Techniques" โดย Harvey Shaman (Amphoto) ISBN:0-8174-0598-4 เป็นหนังสือที่อยากแนะนำให้ผู้ที่สนใจในกล้องถ่ายภาพขนาดใหญ่หามาอ่านกันครับ มีข้อมูลมากมาย






    ศรศักดิ์ ศักดิ์บดินทร์.
    กรุงเทพมหานครฯ
    5/9/2001

    ที่มา
    https://www.facebook.com/notes/837033756310987/

  • Facebook comments